ในปี 2026 รัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา ได้ออกกฎหมายใหม่อย่างเป็นทางการ เพื่อควบคุมการฉ้อโกงจากตู้ ATM บิทคอยน์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเน้นการปกป้องกลุ่มผู้สูงอายุจากการถูกหลอกลวงด้วยสกุลเงินดิจิทัล ก่อนหน้านี้ มีผู้สูงอายุหลายรายที่ถูกชักชวนโดยกลุ่มมิจฉาชีพให้ฝากเงินจำนวนมากผ่านตู้ ATM บิทคอยน์ โดยเข้าใจผิดว่าสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายหรือ “บัญชีถูกระงับ”
ตามข้อกำหนดของกฎหมายใหม่ ตู้ ATM บิทคอยน์ทุกเครื่องจะต้องแสดงคำเตือนต่อต้านการฉ้อโกงอย่างเด่นชัดบนหน้าจอการใช้งาน โดยระบุชัดเจนว่า ไม่มีหน่วยงานรัฐบาลหรือธนาคารใดที่ขอให้ใช้บิทคอยน์หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นในการชำระเงิน เมื่อผู้ใช้สแกน QR โค้ดหรือป้อนที่อยู่กระเป๋าเงิน ระบบจะทำการแจ้งเตือนความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ เพื่อเตือนว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง
เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเปิดเผยว่า กลุ่มมิจฉาชีพมักใช้สคริปต์โทรศัพท์ที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า เพื่อแสร้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือพนักงานธนาคาร อ้างว่าบัญชีของเหยื่อมีความผิดทางอาญา และขู่ว่าหากไม่ชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลทันที จะถูกจับกุม การฉ้อโกงในลักษณะนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบหลักของการหลอกลวงผู้สูงอายุด้วยบิทคอยน์
กฎหมายใหม่นี้ยังได้แนะนำกลไกการควบคุมความเสี่ยงสำคัญ: การจำกัดยอดฝากรายวันของตู้ ATM บิทคอยน์ไว้ที่ ดอลลาร์สหรัฐ และบังคับให้มีช่วงรอคอย 72 ชั่วโมง ช่วงเวลานี้ช่วยให้เหยื่อสามารถตรวจสอบข้อมูล ปรึกษาญาติ หรือ ติดต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้มีเวลาคิดและป้องกันการโอนเงินอย่างฉับพลัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการโอนเงินโดยไม่คิด
ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ได้ดำเนินการกู้คืนทรัพย์สินดิจิทัลมูลค่ากว่า @E5@ ดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงบิทคอยน์ประมาณ 1.9 BTC และ USDT จำนวน 60,139 เหรียญ จากกระเป๋าเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุในรัฐลุยเซียนา เท็กซัส และมินนิโซตา โดยหน่วยงานอาชญากรรมทางไซเบอร์ของ FBI และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในหลายพื้นที่ได้เข้าร่วมการสืบสวน
ทางด้านรัฐลุยเซียนาแสดงความเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงเป็นการตอบสนองต่อความเสี่ยงจากตู้ ATM บิทคอยน์เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนว่า สกุลเงินดิจิทัลไม่ได้เป็นเขตอำนาจศาลที่ไร้กฎหมาย การฉ้อโกงทางการเงินที่มุ่งเป้าหกลุ่มผู้สูงอายุจะต้องเผชิญกับการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้น มาตรการนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของความพยายามในปี 2026 ของสหรัฐอเมริกาในการเสริมสร้างความปลอดภัยของสกุลเงินดิจิทัลและการคุ้มครองผู้บริโภค